บุคคลสำคัญของไทย
บุคคลสำคัญของประเทศไทย
ศาสตราจารย์ พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

ได้ รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษา
วัฒนธรรม สังคมศาสตร์และสื่อสารมวลชน เนื่องในโอกาสครบรอบ
ชาตกาล 100 ปี ในวันที่ 20 เมษายน 2554 นับเป็นคนไทยลำดับที่
20 นับเป็นเกียรติประวัติแก่ประเทศไทยอย่างยิ่งอีกครั้งหนึ่ง
ประวัติโดยย่อของศาสตราจารย์ พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๔ ที่จังหวัดสิงห์บุรี เป็นบุตรคนสุดท้องของพลโท พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าคำรบกับหม่อมแดง ปราโมช สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชชนนี(พระพันปีหลวง) พระราชทานชื่อว่า “คึกฤทธิ์”
เริ่มต้นเรียนหนังสือที่บ้านกับ ม.ร.ว.บุญรับ ปราโมช (พี่สาวใหญ่) จนสามารถอ่านหนังสือภาษาไทยได้เมื่ออายุ ๔ ปี เป็นลูกศิษย์แหม่มโคลที่โรงเรียนวังหลัง(ปัจจุบันคือโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย) เมื่ออายุ ๖ ปี และได้เข้าเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ จนจะขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๘ จึงเดินทางไปศึกษาต่อระดับมัธยมฯ ที่โรงเรียน Trent ประเทศอังกฤษ จบปริญญาตรีเกียรตินิยมสาขาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์(P.P.E.) จากมหาวิทยาลัย อ๊อกฟอร์ด
หลังจากสำเร็จการศึกษาจากประเทศอังกฤษ ได้เข้ารับราชการที่กรมสรรพากร กระทรวงการคลังอยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาได้ลาออกจากราชการเพื่อทำงานที่ธนาคารสยามกัมมาจล จำกัด หรือธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) ในปัจจุบัน และสมรสกับ ม.ร.ว.พักตร์พริ้ง ทองใหญ่ ในพ.ศ. ๒๔๘๐ มีบุตรชายคือ ม.ล.รองฤทธิ์ ปราโมช และบุตรสาวคือ ม.ล.วิสุมิตรา ปราโมช ต่อมาถูเกณฑ์เข้ารับราชการทหาร โดยได้รับยศเป็นสิบตรีและเข้าร่วมรบในสงครามมหาเอเชียบูรพา (พ.ศ.๒๔๘๓-๒๔๘๔) ในพ.ศ.๒๕๓๑ ได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพลตรี นายทหารพิเศษประจำกรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์
เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๖ ได้เริ่มงานใหม่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่าย สำนักผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ขณะเดียวกันก็ได้รับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาการธนาคาร วิชาบัญชีและวิชาเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสาตร์และการเมือง และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะเริ่มเข้าสู่วงการเมืองเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๙
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช พร้อมด้วยมิตรสหาย อาทิ นายสุวิชช์ พันธุ์เศรษฐ นายสอ เสถบุตร พระยาสุรพันธ์เสนี ดร.โชติ คุ้มพันธ์และ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน์ เป็นต้น ได้จัดตั้ง พรรคก้าวหน้า เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๘ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ริเริ่มตั้งพรรคการเมืองพรรคแรกของประเทศไทย ในช่วงต้นพุทธศักราช ๒๔๘๙ ท่านได้นำวิธีการหาเสียงที่เรียกว่า ไฮด์ปาร์ก หรือการอภิปรายในที่สาธารณะมาใช้ครั้งแรกในประเทศไทย จนทำให้ท่านได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครั้งแรกของเขตดุสิต จังหวัดพระนคร
การเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ ทำให้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้มีโอกาสเป็นเลขานุการ คณะกรรมการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พ.ศ.๒๔๘๙ ในระหว่างนั้นได้เกิดความแตกแยกขึ้นในพรรคก้าวหน้า ท่านจึงยุบพรรคและได้เข้าร่วมกับนายควง อภัยวงศ์ ก่อตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายควง อภัยวงศ์ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นรองหัวหน้าพรรค ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลเป็นครั้งแรก นายควง อภัยวงศ์ อภัยวงศ์เป็นนายกรัฐมนตรี พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จนกระทั่งจอมพล ป. พิบูลสงครามได้กระทำรัฐประหารเมื่อวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๑ และบังคับให้คณะรัฐมนตรีลาออก พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องเป็นฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการที่สภาผู้แทนราษฎร ได้ลงมติขึ้นเงินเดือนของตนเอง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จึงลาออกจากสมาชิกภาพของผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๔๙๑ หลังจากนั้นอีก ๒ เดือน ได้รับเชิญจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่เนื่องด้วยสถานการณ์บีบคั้นในสภา ท่านจึงลาออกเมื่อต้นปี พ.ศ.๒๔๙๒ และถือเป็นการยุติบทบาททางการเมืองในช่วงแรก
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์สยามรัฐขึ้น เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๓ และในระหว่างที่ทำงานที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ก็ได้ทำหน้าที่ทางการเมืองไปด้วยพร้อมกัน โดยยอมรับตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๒ อย่างต่อเนื่องไปจนถึง พ.ศ.๒๕๑๑ บทบาที่สำคัญที่สุดทางการเมืองคือ เป็นผู้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคกิจสังคมเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๗ และได้สร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทยโดยรวบรวมพรรคเล็กต่างๆ จัดตั้งรัฐบาลขึ้นและเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ๑๓ โดยมีเสียงสนับสนุนเพียง ๑๘ เสียงเท่านั้น ผลงานที่สำคัญ คือ นโยบายการผันเงินสู่ชนบท การตั้งสภาตำบล ผู้มีรายได้น้อยโดยสารรถประจำทาง และเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐโดยไม่เสียค่าบริการ และบุตรได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียนในโรงเรียนรัฐบาล และการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน
เมื่ออายุ ๗๔ ปี ในปลาย พ.ศ.๒๕๒๘ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคกิจสังคม และไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งอีก ซึ่งถือเป็นการวางมือทางการเมือง ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นับแต่นั้นมา แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อการเมืองไทย ในฐานะนักวิเคราะห์และวิจารณ์การเมือง จนได้รับการยกย่องว่าเป็นเสาหลักประชาธิปไตย เมื่อวันที่ ๒ กันยายน พ.ศ.๒๕๓๓ ได้กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคกิจสังคมอีกครั้งหนึ่ง และลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเป็นการถาวรเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๔
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชได้เริ่มเขียนหนังสือลงในหนังสือพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๘๙ งานชิ้นแรกเป็นบทสักวา ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์รายวัน เกียรติศักดิ์ ไม่ใช้นามแฝงหรือนามปากกา และต่อมาได้เขียนนวนิยายการเมืองในรูปแบบของ นวนิยายกึ่งพงศาวดาร เช่น เรื่องโจโฉ นายกตลอดกาล เป็นต้น
บทบาทของการเป็นนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์เริ่มขึ้นอย่างจริงจัง เมื่อท่านร่วมกับนายสละ ลิขิตกุล ก่อตั้งหนังสือพิมพ์สยามรัฐ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๓ โดยท่านเป็นทั้งเจ้าของ ผู้อำนวยการ และนักเขียนประจำ นอกเหนือจากการตอบปัญหาประจำวันแล้ว คอลัมน์พิเศษของท่านในหนังสือพิมพ์สยามรัฐคือ ข้าวนอกนา(พ.ศ.๒๕๑๙) ข้าวไกลนา(พ.ศ.๒๕๑๙-๒๕๒๐) คลื่นใต้น้ำ(พ.ศ.๒๕๒๐) ข้างสังเวียน(พ.ศ.๒๕๒๐-๒๕๒๓) และซอยสวนพลู(พ.ศ.๒๕๒๓-๒๕๓๘) ซึ่งถือว่าเป็นเสียงแห่งเหตุผล ในระยะที่สังคมไทยเต็มไปด้วยความสับสน อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกด้าน
นอกจากการปฏิบัติภาระหน้าที่ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน จนดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ชนรุ่นหลังยังจะรู้จักท่านในฐานะ ผู้มีผลงานด้านวรรณศิลป์ที่โดดเด่นมากกว่า ๒๐๐ เรื่อง ทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น เรื่องแปล หนังสือบางเล่มได้รับการตีพิมพ์หลายครั้ง เช่น สี่แผ่นดิน ไผ่แดง หลายชีวิต ซูสีไทเฮา เป็นต้น และได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ในพ.ศ.๒๕๒๘
ทางด้านศิลปวัฒนธรร ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นบุคคลสำคัญที่ได้ช่วยเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะในหมู่เยาวชน ได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ใ ห้เป็นผู้ก่อตั้งสถาบันไทยคดีศึกษาเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๓ รับผิดชอบในเรื่องการศึกษาค้นคว้าความรู้ ที่เกี่ยวกับสังคมไทยโดยนักวิชาการไทย แทนที่จะพึ่งพิงองค์แห่งความรู้ จากผลงานค้นคว้าของนักวิจัยชาวต่างประเทศ เป็นที่ปรึกษาในการจัดทำหลักสูตร และเป็นผู้สอนวิชาอารยธรรมไทย ทั้งด้านศาสนา การเมือง การปกครอง เศรษฐศาสตร์ วรรณศิลป์ นาฏศิลป์และดนตรีไทยในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทสได้นำไปเป็นแบบในการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครอบครูพระพิราพ ในพิธีไหว้ครูและพิธีครอบโขนละครเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๖ ได้ฟื้นฟูการแสดงโขนให้เป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไป และได้ก่อตั้ง “โขนธรรมศาสตร์” ขึ้นเมื่อพ.ศ.๒๕๐๙ เพื่ออบรมเยาวชนไทยให้เข้าใจในเรื่องวัฒนธรรมไทย โดยผ่านสื่อนาฏศิลป์
ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมชได้เริ่มปรากฏอาการป่วยเป็นระยะๆ ตั้งแต่พ.ศ.๒๕๓๐ จนกระทั่ง ๒๕๓๐ จนกระทั่ง ๒๕๓๘ และถึงอสัญกรรมด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๓๘ สถิตย์อยู่แต่ความดีงาม และความเป็นปูชนียบุคคลให้อนุชนรุ่นหลังรำลึกถึง
บุคคลต่างชาติที่เข้ามาทำประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย

ในอดีตไทยใช้การเขียนบันทึกความรู้ต่างๆลงในใบลาน เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานและองค์ความรู้ที่ถ่ายทอดกันระหว่างรุ่นสู่รุ่น เทคโนโลยีเกี่ยวกับการพิมพ์ ปรากฎขึ้นในดินแดนสยามเป็นครั้งแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อันถือว่าเป็นยุคหนึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีที่มีชาวต่างชาติเข้ามาใช้ชีวิตในสยามมากมาย ทั้งจีน แขก และฝรั่ง หนังสือในรูปแบบของการพิมพ์ตัวอักษรมาพร้อมกับหมอสอนศาสนาชาวต่างชาติที่มีเป้าประสงค์หลักคือการเข้ามาเผยแพร่ศาสนาในภูมิภาคนี้ บาทหลวงที่มีชื่อเสียงและมีบทบาทในเรื่องการพิมพ์มากที่สุดในยุคนั้นคงไม่พ้นจากบาทหลวงชาวฝรั่งเศสนาม ลาโน(Mgr Laneau) ที่ได้จัดพิมพ์คำสอนทางคริสต์ศาสนาขึ้นมาเผยแพร่ จนเป็นที่พอพระทัยในองค์พระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และในคราวที่ ออกญาโกษาธิบดี(ปาน) เป็นราชทูตเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศฝรั่งเศสก็ได้เข้าเยี่ยมชมกิจการงานพิมพ์ของฝรั่งเศสและแสดงความสนอกสนใจเป็นอย่างมากจนกระทั่งในกาลต่อมาพระนารายณ์มหาราชทรงมีรับสั่งให้ตั้งโรงพิมพ์ขึ้น ที่เมืองลพบุรีอันเป็นสถานที่พระองค์ใช้พำนักอยู่ในช่วงปลายรัชกาล แต่ กิจการงานพิมพ์ของสยามในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาก็ต้องหยุดชะงักลงอีกครั้งเมื่อมีเกิดการผลัดแผ่นดิน เป็นแผ่นดินของพระเพทราชา ที่ไม่ค่อยโปรดพวกมิชชั่นนารีเท่าทีควรเป็นเหตุให้พัฒนาการเกี่ยวกับการพิมพ์ของสยามในช่วงนั้นต้องหยุดชะงัดลงไปด้วย
บุคคลสำคัญในประวัติการพิมพ์ของไทยอีกคนหนึ่งที่ต้องกล่าวถึงคือ นางจัดสัน (Nancy Judson) ซึ่งเป็นมิชชันนารีชาวอเมริกันที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาในเมืองย่างกุ้งของประเทศพม่า มีความสนอกสนใจในภาษาไทยจึงได้ทำการหล่อตัวพิมพ์เป็นภาษาไทยขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2356 หลังจากกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่สองไปแล้วราว 40 กว่า ปี แต่ต่อมาตัวพิมพ์ชุดนี้ยังไม่ทันได้ใช้งาน ก็ถูกซื้อไปเก็บไว้ที่ประเทศสิงคโปร์โดย โดยมิชชันนารีคณะ American Board of Commissioners for Foreign Missions อันเป็นคณะมิชชันนารี ที่ หมอบลัดเลย์ได้เข้ามาสังกัดอยู่ และภายหลังได้ใช้ชุดหล่อตัวพิมพ์ชิ้นนี้ พิมพ์หนังสือภาษาไทยขึ้นเป็นครั้งแรกจนได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งการพิมพ์ของไทย
หมอบรัดเลย์ หรือ แดน บีช แบรดลีย์ (Dan Beach Bradley, M.D.)เป็นหมอสอนศาสนา ชาวเมืองมาร์เซลลัส (Marcellus) ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นบุครคนที่ 5 ของ นายนายแดน บรัดเลย์และนางยูนิช บีช บรัดเลย์ บิดาเป็นต้นแบบของหมอบลัดเลย์โดยเคยเป็นทั้ง หมอสอนศาสนา ผู้พิพากษา เกษตรกร และบรรณาธิการวารสารทางเกษตรกรรม ดังนั้นจึงสร้างเป็นแนวความคิดให้หมอบลัดเลย์ใฝ่ฝันอยากจะเผยแพร่ศาสนาอย่างผู้เป็นบิดาบ้างจึงตัดสินใจเข้าเรียนในโรงเรียนแพทย์ เมื่อจบการศึกษาก็สมัครเป็นมิชชั่นนารีในองค์กรAmerican Board of Commissioners of Foreign Missions(ABCFM) หมอบลัดเลย์เดินทางมาเผยแพร่ ศาสนาในประเทศไทยในแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 โดยได้แวะที่สิงคโปร์และได้รับชุดตัวพิมพ์ภาษาไทยที่ American Board of Commissioners of Foreign Missions ในประเทศสิงคโปรได้ซื้อไว้ ก่อนจะเดินทางเข้ามาสู่ประเทศไทย
ในระยะแรกหมอบลัดเลย์ได้อาศัยอยู่ในละแวกสัมพันธวงศ์โดยเปิดเป็นร้านจ่ายยา และช่วยรักษาโรคให้แก่ชาวพระนคร ต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่ฝั่งธนบุรี และได้รักษาพยาบาลคนเรื่อยมาโดยผลงานที่สำคัญคือการผ่าตัดผู้ป่วยคนไทยจนสามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้ถือว่าเป็นการผ่าตัดครั้งแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเลยทีเดียว ส่วนในงานเผยแพร่ศาสนานั้นหมอบลัดเลย์ก็ไม่ได้ละเลย ยังคงเผยแพร่คำสอนของศาสนาคริสต์อยู่เรื่อยมาและการเผยแพร่ศาสนาคริสต์นั้นจำเป็นต้องมีหนังสือเพื่อช่วยให้คนเข้าอกเข้าใจเกี่ยวกับศาสนาใหม่นี้ได้ง่ายขึ้นดังนั้นหมอบลัดเลย์จึงย้ายไปอาศัยอยู่ ข้างวัดประยูรวงศาวาส ริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งมองว่าเป็นพื้นที่ที่มีทำเลดีและได้ตั้งโรงพิมพ์ขึ้นมาเพื่อใช้ในการพิมพ์หนังสือเพื่อเผยแพร่ศาสนา และได้ใช้ ตัวอักษรภาษาไทยที่ได้มาจากสิงคโปร์ในคราวที่แวะจอดเรือก่อนจะเข้ามาประเทศไทย งานชิ้นแรกที่ หมอบลัดเลย์พิมพ์เป็นภาษาไทยในวันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2382คือ การพิมพ์ประกาศห้ามสูบฝิ่นและห้ามค้าฝิ่น ที่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ทำขึ้นจำนวน 9,๐๐๐ แผ่น ซึ่งนับว่าเป็นเอกสารราชการไทยฉบับแรกที่พิมพ์ขึ้นด้วยเครื่องพิมพ์
ต่อมาในปีพ.ศ. 2385 หมอบลัดเลย์ได้หล่อชุดพิมพ์ขึ้นมาใหม่ และในอีกสองปีต่อมาหมอบลัดเลย์ได้ใช้ชุดพิมพ์ตัวใหม่นี้ จัดพิมพ์หนังสือพิมพ์รายเดือนภาษาไทยฉบับแรกขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่าชื่อว่า บางกอกรีคอเดอ (Bangkok Recorder) ออกวางจำหน่าย ซึ่งถือเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาไทยฉบับแรกที่มีขึ้นในประเทศไทย แต่หนังสือพิมพ์เล่มดังกล่าวก็อยู่ได้ไม่นานต้องปิดตัวไป เพราะเป็นช่วงเวลาที่ภรรยาของหมอบลัดเลย์สิ้นชีวิตพอดีทำให้การดำเนินกิจการหนังสือพิมพ์รีคอเดรอ์ไม่สามารถเป็นไปอย่างต่อเนื่อง จึงต้องหยุดลงชั่วคราวโดยหมอบลัดเลย์ตัดสินใจเดินทางกลับประเทศของตนเป็นระยะเวลาหนึ่งและได้แต่งงานใหม่ก่อนจะกลับคืนสู่ประเทศไทยอีกครั้ง กลับมาคราวนี้หมอหมอบลัดเลย์ได้ลาออกจากAmerican Board of Commissioners of Foreign Missions เข้ามาย้ายไปสังกัดองค์กร American Missionary Association ( AMA) แทน
องค์กรใหม่มีฐานะทางการเงินไม่สู้ดีเท่าทีควรจึงทำให้หมอบลัดเลย์ต้องหารายได้พิเศษโดยการพิมพ์หนังสือขาย เพื่อจุนเจือฐานะทางการเงิน โดยหนังสือที่พิมพ์ในช่วงนี้มีหลายหลายประเภททั้ง ตำราเรียนภาษาไทย เช่น ประถม ก กา จินดามณี หนังสือกฎหมายทั้งยังพิมพ์เรื่องในวรรณคดีต่างๆเช่น ราชาธิราช สามก๊ก เลียดก๊ก ไซ่ฮั่น เป็นต้นและในช่วงนี้เองที่ทำให้มีการซื้อลิขสิทธิ์หนังสือเพื่อมาจัดพิมพ์วางจำหน่ายเป็นครังแรกในประเทศไทยเมื่อ หมอบลัดเลย์ได้ซื้อลิขสิทธิ์ของหนังสือ นิราศลอนดอนที่เขียนโดย หม่อมราโชทัย (หม่อมราชวงศ์กระต่าย อิศรางกูร) เป็นเงิน 4๐๐ บาท ในวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2404 ทำให้หนังสือเล่มดังกล่าวเป็นหนังสือเล่มแรกของไทยที่มีการซื้อขายลิขสิทธ์ตามแบบอย่างตะวันตก และสำนักพิมพ์ต่างๆก็ยังคงยึดถือหลักการนี้สืบมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
บุคคลสำคัญของประเทศไทย
ศาสตราจารย์ พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
ได้ รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษา
วัฒนธรรม สังคมศาสตร์และสื่อสารมวลชน เนื่องในโอกาสครบรอบ
ชาตกาล 100 ปี ในวันที่ 20 เมษายน 2554 นับเป็นคนไทยลำดับที่
20 นับเป็นเกียรติประวัติแก่ประเทศไทยอย่างยิ่งอีกครั้งหนึ่ง
ประวัติโดยย่อของศาสตราจารย์ พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๔ ที่จังหวัดสิงห์บุรี เป็นบุตรคนสุดท้องของพลโท พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าคำรบกับหม่อมแดง ปราโมช สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชชนนี(พระพันปีหลวง) พระราชทานชื่อว่า “คึกฤทธิ์”
เริ่มต้นเรียนหนังสือที่บ้านกับ ม.ร.ว.บุญรับ ปราโมช (พี่สาวใหญ่) จนสามารถอ่านหนังสือภาษาไทยได้เมื่ออายุ ๔ ปี เป็นลูกศิษย์แหม่มโคลที่โรงเรียนวังหลัง(ปัจจุบันคือโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย) เมื่ออายุ ๖ ปี และได้เข้าเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ จนจะขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๘ จึงเดินทางไปศึกษาต่อระดับมัธยมฯ ที่โรงเรียน Trent ประเทศอังกฤษ จบปริญญาตรีเกียรตินิยมสาขาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์(P.P.E.) จากมหาวิทยาลัย อ๊อกฟอร์ด
หลังจากสำเร็จการศึกษาจากประเทศอังกฤษ ได้เข้ารับราชการที่กรมสรรพากร กระทรวงการคลังอยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาได้ลาออกจากราชการเพื่อทำงานที่ธนาคารสยามกัมมาจล จำกัด หรือธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) ในปัจจุบัน และสมรสกับ ม.ร.ว.พักตร์พริ้ง ทองใหญ่ ในพ.ศ. ๒๔๘๐ มีบุตรชายคือ ม.ล.รองฤทธิ์ ปราโมช และบุตรสาวคือ ม.ล.วิสุมิตรา ปราโมช ต่อมาถูเกณฑ์เข้ารับราชการทหาร โดยได้รับยศเป็นสิบตรีและเข้าร่วมรบในสงครามมหาเอเชียบูรพา (พ.ศ.๒๔๘๓-๒๔๘๔) ในพ.ศ.๒๕๓๑ ได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพลตรี นายทหารพิเศษประจำกรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์
เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๖ ได้เริ่มงานใหม่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่าย สำนักผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ขณะเดียวกันก็ได้รับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาการธนาคาร วิชาบัญชีและวิชาเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสาตร์และการเมือง และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะเริ่มเข้าสู่วงการเมืองเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๙
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช พร้อมด้วยมิตรสหาย อาทิ นายสุวิชช์ พันธุ์เศรษฐ นายสอ เสถบุตร พระยาสุรพันธ์เสนี ดร.โชติ คุ้มพันธ์และ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน์ เป็นต้น ได้จัดตั้ง พรรคก้าวหน้า เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๘ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ริเริ่มตั้งพรรคการเมืองพรรคแรกของประเทศไทย ในช่วงต้นพุทธศักราช ๒๔๘๙ ท่านได้นำวิธีการหาเสียงที่เรียกว่า ไฮด์ปาร์ก หรือการอภิปรายในที่สาธารณะมาใช้ครั้งแรกในประเทศไทย จนทำให้ท่านได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครั้งแรกของเขตดุสิต จังหวัดพระนคร
การเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ ทำให้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้มีโอกาสเป็นเลขานุการ คณะกรรมการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พ.ศ.๒๔๘๙ ในระหว่างนั้นได้เกิดความแตกแยกขึ้นในพรรคก้าวหน้า ท่านจึงยุบพรรคและได้เข้าร่วมกับนายควง อภัยวงศ์ ก่อตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายควง อภัยวงศ์ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นรองหัวหน้าพรรค ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลเป็นครั้งแรก นายควง อภัยวงศ์ อภัยวงศ์เป็นนายกรัฐมนตรี พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จนกระทั่งจอมพล ป. พิบูลสงครามได้กระทำรัฐประหารเมื่อวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๑ และบังคับให้คณะรัฐมนตรีลาออก พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องเป็นฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการที่สภาผู้แทนราษฎร ได้ลงมติขึ้นเงินเดือนของตนเอง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จึงลาออกจากสมาชิกภาพของผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๔๙๑ หลังจากนั้นอีก ๒ เดือน ได้รับเชิญจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่เนื่องด้วยสถานการณ์บีบคั้นในสภา ท่านจึงลาออกเมื่อต้นปี พ.ศ.๒๔๙๒ และถือเป็นการยุติบทบาททางการเมืองในช่วงแรก
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์สยามรัฐขึ้น เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๓ และในระหว่างที่ทำงานที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ก็ได้ทำหน้าที่ทางการเมืองไปด้วยพร้อมกัน โดยยอมรับตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๒ อย่างต่อเนื่องไปจนถึง พ.ศ.๒๕๑๑ บทบาที่สำคัญที่สุดทางการเมืองคือ เป็นผู้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคกิจสังคมเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๗ และได้สร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทยโดยรวบรวมพรรคเล็กต่างๆ จัดตั้งรัฐบาลขึ้นและเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ๑๓ โดยมีเสียงสนับสนุนเพียง ๑๘ เสียงเท่านั้น ผลงานที่สำคัญ คือ นโยบายการผันเงินสู่ชนบท การตั้งสภาตำบล ผู้มีรายได้น้อยโดยสารรถประจำทาง และเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐโดยไม่เสียค่าบริการ และบุตรได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียนในโรงเรียนรัฐบาล และการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน
เมื่ออายุ ๗๔ ปี ในปลาย พ.ศ.๒๕๒๘ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคกิจสังคม และไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งอีก ซึ่งถือเป็นการวางมือทางการเมือง ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นับแต่นั้นมา แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อการเมืองไทย ในฐานะนักวิเคราะห์และวิจารณ์การเมือง จนได้รับการยกย่องว่าเป็นเสาหลักประชาธิปไตย เมื่อวันที่ ๒ กันยายน พ.ศ.๒๕๓๓ ได้กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคกิจสังคมอีกครั้งหนึ่ง และลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเป็นการถาวรเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๔
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชได้เริ่มเขียนหนังสือลงในหนังสือพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๘๙ งานชิ้นแรกเป็นบทสักวา ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์รายวัน เกียรติศักดิ์ ไม่ใช้นามแฝงหรือนามปากกา และต่อมาได้เขียนนวนิยายการเมืองในรูปแบบของ นวนิยายกึ่งพงศาวดาร เช่น เรื่องโจโฉ นายกตลอดกาล เป็นต้น
บทบาทของการเป็นนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์เริ่มขึ้นอย่างจริงจัง เมื่อท่านร่วมกับนายสละ ลิขิตกุล ก่อตั้งหนังสือพิมพ์สยามรัฐ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๓ โดยท่านเป็นทั้งเจ้าของ ผู้อำนวยการ และนักเขียนประจำ นอกเหนือจากการตอบปัญหาประจำวันแล้ว คอลัมน์พิเศษของท่านในหนังสือพิมพ์สยามรัฐคือ ข้าวนอกนา(พ.ศ.๒๕๑๙) ข้าวไกลนา(พ.ศ.๒๕๑๙-๒๕๒๐) คลื่นใต้น้ำ(พ.ศ.๒๕๒๐) ข้างสังเวียน(พ.ศ.๒๕๒๐-๒๕๒๓) และซอยสวนพลู(พ.ศ.๒๕๒๓-๒๕๓๘) ซึ่งถือว่าเป็นเสียงแห่งเหตุผล ในระยะที่สังคมไทยเต็มไปด้วยความสับสน อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกด้าน
นอกจากการปฏิบัติภาระหน้าที่ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน จนดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ชนรุ่นหลังยังจะรู้จักท่านในฐานะ ผู้มีผลงานด้านวรรณศิลป์ที่โดดเด่นมากกว่า ๒๐๐ เรื่อง ทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น เรื่องแปล หนังสือบางเล่มได้รับการตีพิมพ์หลายครั้ง เช่น สี่แผ่นดิน ไผ่แดง หลายชีวิต ซูสีไทเฮา เป็นต้น และได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ในพ.ศ.๒๕๒๘
ทางด้านศิลปวัฒนธรร ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นบุคคลสำคัญที่ได้ช่วยเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะในหมู่เยาวชน ได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ใ ห้เป็นผู้ก่อตั้งสถาบันไทยคดีศึกษาเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๓ รับผิดชอบในเรื่องการศึกษาค้นคว้าความรู้ ที่เกี่ยวกับสังคมไทยโดยนักวิชาการไทย แทนที่จะพึ่งพิงองค์แห่งความรู้ จากผลงานค้นคว้าของนักวิจัยชาวต่างประเทศ เป็นที่ปรึกษาในการจัดทำหลักสูตร และเป็นผู้สอนวิชาอารยธรรมไทย ทั้งด้านศาสนา การเมือง การปกครอง เศรษฐศาสตร์ วรรณศิลป์ นาฏศิลป์และดนตรีไทยในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทสได้นำไปเป็นแบบในการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครอบครูพระพิราพ ในพิธีไหว้ครูและพิธีครอบโขนละครเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๖ ได้ฟื้นฟูการแสดงโขนให้เป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไป และได้ก่อตั้ง “โขนธรรมศาสตร์” ขึ้นเมื่อพ.ศ.๒๕๐๙ เพื่ออบรมเยาวชนไทยให้เข้าใจในเรื่องวัฒนธรรมไทย โดยผ่านสื่อนาฏศิลป์
ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมชได้เริ่มปรากฏอาการป่วยเป็นระยะๆ ตั้งแต่พ.ศ.๒๕๓๐ จนกระทั่ง ๒๕๓๐ จนกระทั่ง ๒๕๓๘ และถึงอสัญกรรมด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๓๘ สถิตย์อยู่แต่ความดีงาม และความเป็นปูชนียบุคคลให้อนุชนรุ่นหลังรำลึกถึง
บุคคลต่างชาติที่เข้ามาทำประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย
ในอดีตไทยใช้การเขียนบันทึกความรู้ต่างๆลงในใบลาน เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานและองค์ความรู้ที่ถ่ายทอดกันระหว่างรุ่นสู่รุ่น เทคโนโลยีเกี่ยวกับการพิมพ์ ปรากฎขึ้นในดินแดนสยามเป็นครั้งแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อันถือว่าเป็นยุคหนึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีที่มีชาวต่างชาติเข้ามาใช้ชีวิตในสยามมากมาย ทั้งจีน แขก และฝรั่ง หนังสือในรูปแบบของการพิมพ์ตัวอักษรมาพร้อมกับหมอสอนศาสนาชาวต่างชาติที่มีเป้าประสงค์หลักคือการเข้ามาเผยแพร่ศาสนาในภูมิภาคนี้ บาทหลวงที่มีชื่อเสียงและมีบทบาทในเรื่องการพิมพ์มากที่สุดในยุคนั้นคงไม่พ้นจากบาทหลวงชาวฝรั่งเศสนาม ลาโน(Mgr Laneau) ที่ได้จัดพิมพ์คำสอนทางคริสต์ศาสนาขึ้นมาเผยแพร่ จนเป็นที่พอพระทัยในองค์พระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และในคราวที่ ออกญาโกษาธิบดี(ปาน) เป็นราชทูตเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศฝรั่งเศสก็ได้เข้าเยี่ยมชมกิจการงานพิมพ์ของฝรั่งเศสและแสดงความสนอกสนใจเป็นอย่างมากจนกระทั่งในกาลต่อมาพระนารายณ์มหาราชทรงมีรับสั่งให้ตั้งโรงพิมพ์ขึ้น ที่เมืองลพบุรีอันเป็นสถานที่พระองค์ใช้พำนักอยู่ในช่วงปลายรัชกาล แต่ กิจการงานพิมพ์ของสยามในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาก็ต้องหยุดชะงักลงอีกครั้งเมื่อมีเกิดการผลัดแผ่นดิน เป็นแผ่นดินของพระเพทราชา ที่ไม่ค่อยโปรดพวกมิชชั่นนารีเท่าทีควรเป็นเหตุให้พัฒนาการเกี่ยวกับการพิมพ์ของสยามในช่วงนั้นต้องหยุดชะงัดลงไปด้วย
บุคคลสำคัญในประวัติการพิมพ์ของไทยอีกคนหนึ่งที่ต้องกล่าวถึงคือ นางจัดสัน (Nancy Judson) ซึ่งเป็นมิชชันนารีชาวอเมริกันที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาในเมืองย่างกุ้งของประเทศพม่า มีความสนอกสนใจในภาษาไทยจึงได้ทำการหล่อตัวพิมพ์เป็นภาษาไทยขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2356 หลังจากกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่สองไปแล้วราว 40 กว่า ปี แต่ต่อมาตัวพิมพ์ชุดนี้ยังไม่ทันได้ใช้งาน ก็ถูกซื้อไปเก็บไว้ที่ประเทศสิงคโปร์โดย โดยมิชชันนารีคณะ American Board of Commissioners for Foreign Missions อันเป็นคณะมิชชันนารี ที่ หมอบลัดเลย์ได้เข้ามาสังกัดอยู่ และภายหลังได้ใช้ชุดหล่อตัวพิมพ์ชิ้นนี้ พิมพ์หนังสือภาษาไทยขึ้นเป็นครั้งแรกจนได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งการพิมพ์ของไทย
หมอบรัดเลย์ หรือ แดน บีช แบรดลีย์ (Dan Beach Bradley, M.D.)เป็นหมอสอนศาสนา ชาวเมืองมาร์เซลลัส (Marcellus) ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นบุครคนที่ 5 ของ นายนายแดน บรัดเลย์และนางยูนิช บีช บรัดเลย์ บิดาเป็นต้นแบบของหมอบลัดเลย์โดยเคยเป็นทั้ง หมอสอนศาสนา ผู้พิพากษา เกษตรกร และบรรณาธิการวารสารทางเกษตรกรรม ดังนั้นจึงสร้างเป็นแนวความคิดให้หมอบลัดเลย์ใฝ่ฝันอยากจะเผยแพร่ศาสนาอย่างผู้เป็นบิดาบ้างจึงตัดสินใจเข้าเรียนในโรงเรียนแพทย์ เมื่อจบการศึกษาก็สมัครเป็นมิชชั่นนารีในองค์กรAmerican Board of Commissioners of Foreign Missions(ABCFM) หมอบลัดเลย์เดินทางมาเผยแพร่ ศาสนาในประเทศไทยในแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 โดยได้แวะที่สิงคโปร์และได้รับชุดตัวพิมพ์ภาษาไทยที่ American Board of Commissioners of Foreign Missions ในประเทศสิงคโปรได้ซื้อไว้ ก่อนจะเดินทางเข้ามาสู่ประเทศไทย
ในระยะแรกหมอบลัดเลย์ได้อาศัยอยู่ในละแวกสัมพันธวงศ์โดยเปิดเป็นร้านจ่ายยา และช่วยรักษาโรคให้แก่ชาวพระนคร ต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่ฝั่งธนบุรี และได้รักษาพยาบาลคนเรื่อยมาโดยผลงานที่สำคัญคือการผ่าตัดผู้ป่วยคนไทยจนสามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้ถือว่าเป็นการผ่าตัดครั้งแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเลยทีเดียว ส่วนในงานเผยแพร่ศาสนานั้นหมอบลัดเลย์ก็ไม่ได้ละเลย ยังคงเผยแพร่คำสอนของศาสนาคริสต์อยู่เรื่อยมาและการเผยแพร่ศาสนาคริสต์นั้นจำเป็นต้องมีหนังสือเพื่อช่วยให้คนเข้าอกเข้าใจเกี่ยวกับศาสนาใหม่นี้ได้ง่ายขึ้นดังนั้นหมอบลัดเลย์จึงย้ายไปอาศัยอยู่ ข้างวัดประยูรวงศาวาส ริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งมองว่าเป็นพื้นที่ที่มีทำเลดีและได้ตั้งโรงพิมพ์ขึ้นมาเพื่อใช้ในการพิมพ์หนังสือเพื่อเผยแพร่ศาสนา และได้ใช้ ตัวอักษรภาษาไทยที่ได้มาจากสิงคโปร์ในคราวที่แวะจอดเรือก่อนจะเข้ามาประเทศไทย งานชิ้นแรกที่ หมอบลัดเลย์พิมพ์เป็นภาษาไทยในวันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2382คือ การพิมพ์ประกาศห้ามสูบฝิ่นและห้ามค้าฝิ่น ที่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ทำขึ้นจำนวน 9,๐๐๐ แผ่น ซึ่งนับว่าเป็นเอกสารราชการไทยฉบับแรกที่พิมพ์ขึ้นด้วยเครื่องพิมพ์
ต่อมาในปีพ.ศ. 2385 หมอบลัดเลย์ได้หล่อชุดพิมพ์ขึ้นมาใหม่ และในอีกสองปีต่อมาหมอบลัดเลย์ได้ใช้ชุดพิมพ์ตัวใหม่นี้ จัดพิมพ์หนังสือพิมพ์รายเดือนภาษาไทยฉบับแรกขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่าชื่อว่า บางกอกรีคอเดอ (Bangkok Recorder) ออกวางจำหน่าย ซึ่งถือเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาไทยฉบับแรกที่มีขึ้นในประเทศไทย แต่หนังสือพิมพ์เล่มดังกล่าวก็อยู่ได้ไม่นานต้องปิดตัวไป เพราะเป็นช่วงเวลาที่ภรรยาของหมอบลัดเลย์สิ้นชีวิตพอดีทำให้การดำเนินกิจการหนังสือพิมพ์รีคอเดรอ์ไม่สามารถเป็นไปอย่างต่อเนื่อง จึงต้องหยุดลงชั่วคราวโดยหมอบลัดเลย์ตัดสินใจเดินทางกลับประเทศของตนเป็นระยะเวลาหนึ่งและได้แต่งงานใหม่ก่อนจะกลับคืนสู่ประเทศไทยอีกครั้ง กลับมาคราวนี้หมอหมอบลัดเลย์ได้ลาออกจากAmerican Board of Commissioners of Foreign Missions เข้ามาย้ายไปสังกัดองค์กร American Missionary Association ( AMA) แทน
องค์กรใหม่มีฐานะทางการเงินไม่สู้ดีเท่าทีควรจึงทำให้หมอบลัดเลย์ต้องหารายได้พิเศษโดยการพิมพ์หนังสือขาย เพื่อจุนเจือฐานะทางการเงิน โดยหนังสือที่พิมพ์ในช่วงนี้มีหลายหลายประเภททั้ง ตำราเรียนภาษาไทย เช่น ประถม ก กา จินดามณี หนังสือกฎหมายทั้งยังพิมพ์เรื่องในวรรณคดีต่างๆเช่น ราชาธิราช สามก๊ก เลียดก๊ก ไซ่ฮั่น เป็นต้นและในช่วงนี้เองที่ทำให้มีการซื้อลิขสิทธิ์หนังสือเพื่อมาจัดพิมพ์วางจำหน่ายเป็นครังแรกในประเทศไทยเมื่อ หมอบลัดเลย์ได้ซื้อลิขสิทธิ์ของหนังสือ นิราศลอนดอนที่เขียนโดย หม่อมราโชทัย (หม่อมราชวงศ์กระต่าย อิศรางกูร) เป็นเงิน 4๐๐ บาท ในวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2404 ทำให้หนังสือเล่มดังกล่าวเป็นหนังสือเล่มแรกของไทยที่มีการซื้อขายลิขสิทธ์ตามแบบอย่างตะวันตก และสำนักพิมพ์ต่างๆก็ยังคงยึดถือหลักการนี้สืบมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
